• ก
  • ก
  • ก
  • ปรับขนาด
    ตัวอักษร
อีเมล์ :
รหัสผ่าน :
ลืมรหัสผ่าน
บริการประชาชน
สาวภูไท
18.14
สาวภูไท
สวัสดีคะ...วันนี้มีอะไรให้ช่วยค่ะ ถามสาวภูไทมาได้เลย จะรีบไปหาคำตอบให้นะคะ
18.14
สถานที่ท่องเที่ยว

เลือกภาษา : 

โบสถ์นักบุญอันนา
คะแนนโหวต 3.93/5 คะแนน จากผู้โหวต 14 ท่าน
     โบสถ์คริสต์แห่งนี้สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2469 และถือว่าเป็นโบสถ์คริสต์ที่มีความเก่าแก่สวยงามมากแห่งหนึ่งของเมืองไทย จุดโดดเด่นที่มองเห็นและสะดุดตามาแต่ไกลก็คงหนีไม่พ้นหอคอยคู่สูงสง่าด้านบนของโบสถ์ส่วนหน้านั่นเอง โบสถ์แห่งนี้เป็นอาคารที่สร้างขึ้นมาใหม่ภายหลังจากโบสถ์เดิมที่อยู่ด้านข้างโดนระเบิดเสียหายไปในสมัยสงครามอินโดจีน จึงมีการร่วมใจกันสร้างโบสถ์ใหม่แห่งนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์รวมใจและสัญลักษณ์ของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะไทย ญวน เวียดนาม ลาว หรือจีน 

ประวัติความเป็นมา

     เมื่อปี ค.ศ. 1881 (พ.ศ. 2424) คุณพ่อยอห์นบัปติสต์ โปรดม และคุณพ่อซาเวียร์ เกโก พระสงฆ์คณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส เดินทางมาถึงอุบลราชธานีและตั้งหลักแหล่งที่บุ่งกะแทว  ต่อมามีคนจากหัวเมืองทางเหนือของอีสานมาเชิญคุณพ่อให้ขึ้นไปหนองคาย  โดยอ้างว่ามีหลายคนอยากเข้าศาสนา คุณพ่อโปรดม ได้ตัดสินใจไปพร้อมกับคุณพ่ออัลเฟรด-มารีย์ เทโอฟิล  รองแดล และครูสอนคำสอนชื่อ ครูทอง โดยออกเดินทางจากจากอุบลฯวันที่ 26 เมษายน ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2427) มาถึงนครพนมเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2427) จุดประสงค์ก็เพื่อสำรวจเส้นทาง สถานการณ์และการดำเนินชีวิตของชาวบ้านเพื่อวางโครงการแพร่ธรรมในโอกาสต่อไป  เมื่อได้ใช้เวลาสำรวจไปถึงหนองคายและเวียงจันทน์เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว คุณพ่อทั้งสองก็เดินทางกลับอุบลฯ

กลุ่มคริตชนแรกที่นครพนม 

    ในการเดินทางกลับอุบลฯได้มาแวะพักที่นครพนมหลายสัปดาห์ ในโอกาสนั้นคุณพ่อโปรดมกับคุณพ่อรองแดล ได้สอนคำสอนให้ชาวเวียดนามที่สนใจ ที่สุดได้โปรดศีลล้างบาปคริสตชนชาวเวียดนามกลุ่มแรกที่นครพนมจำนวน 13 คน และจัดให้พวกเขารับศีลสมรสอย่างถูกต้องอีก 4 คู่ เมื่อวันที่ 14 กันยายน ค.ศ. 1883 (พ.ศ. 2426)  หลังจากฉลองปัสกาในเดือนเมษายน ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) คุณพ่อโปรดม คุณพ่อเกโก และครูทัน ครูเณรชาวเวียดนามได้เดินทางจากอุบลฯมานครพนมอีกครั้งหนึ่ง กลุ่มคริสตชนของนครพนมได้ต้อนรับคณะของคุณพ่อด้วยความยินดียิ่งและรวมกลุ่มอาศัยอยู่ทางทิศใต้ของตัวเมืองนครพนม ใกล้กับที่เรียกว่า “วัดป่า” ต่อมาได้มีครอบครัวชาวเวียดนาม 4-5 ครอบครัวได้มาตั้งหลักแหล่งอยู่ด้วยและสมัครเป็นคริสตชนโดยมีครูทันเป็นคนสอนคำสอน  เดือนมิถุนายน ค.ศ. 1884   (พ.ศ. 2427) คุณพ่อโปรดม และครูเณรทัน ได้เดินทางต่อไปยังสกลนคร โดยมีความประสงค์จะตั้งกลุ่มคริสตชนที่นั่นถ้าเป็นไปได้  ต่อมาในเดือนมกราคม ค.ศ. 1885 (พ.ศ. 2428) คุณพ่อเกโก ได้ปรึกษากับทุกคนเพื่อย้ายคริสตชนกลุ่มนี้ไปอยู่ที่บ้านคำเกิ้ม ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวเมืองนครพนมประมาณ 3-4 กิโลเมตร

   ในเดือนแรกของปี ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2430) คริสตชนชาวคำเกิ้ม ได้ไปหักล้างถางพงที่บ้านหนองแสงเพื่อทำไร่และอยู่อาศัย คุณพ่อเกโก ไม่อยากให้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ถาวร แต่อนุญาตให้ไปทำไร่ ส่วนคุณพ่อรองแดล นั้นตรงข้าม ท่านไม่ห้ามให้ไปตั้งบ้านคริสตชนที่หนองแสง  ฉะนั้นเมื่อคุณพ่อได้รับภาระให้ดูแลบ้านคำเกิ้ม จึงชักชวนและแนะนำชาวคำเกิ้มให้ไปตั้งถิ่นฐานที่บ้านหนองแสง ท่านได้สร้างบ้านขึ้นหลังหนึ่งซึ่งได้ใช้เป็นวัดในเวลาต่อมา  บ้านหนองแสงเดิมตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้านคำเกิ้ม ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตร

หนองแสงศูนย์์กลางของมิสซังใหม่ 

    ในเวลานั้นมีพระสงฆ์ประจำอยู่ที่ศูนย์บุ่งกะแทว คำเกิ้มและท่าแร่ วัดนักบุญยอแซฟ คำเกิ้มซึ่งเป็นสถานที่อยู่กึ่งกลางกว่าวัดแม่พระนฤมลทิน บุ่งกะแทว ที่อุบลฯ ได้กลายเป็นศูนย์กลางที่สองของมิสซัง ซึ่งบรรดาพระสงฆ์ที่อยู่ทางแขวงนี้พากันมาประชุมและเข้าเงียบเป็นประจำในเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  แต่เนื่องจากผู้ปกครองมิสซังในสมัยนั้นไม่ได้พำนักอยู่ที่คำเกิ้มตามตำแหน่ง  ส่วนมากมักพักอยู่กับพระสงฆ์มิชชันนารีองค์อื่นเพื่อช่วยงานหรือไปเยี่ยมเยียนสัตบุรุษตามวัดต่างๆ  ซึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาและความไม่สะดวกหลายอย่างตามมา  เพราะพระสงฆ์ที่ประสบปัญหาไม่สามารถปรึกษาหารือได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่บ้านเมืองหรือบุคคลภายนอกไม่สามารถติดต่อได้

    ดังนั้น หลังการเข้าเงียบประจำปีในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1896 (พ.ศ. 2439) บรรดาพระสงฆ์จึงเสนอความเห็นให้มีสถานที่หนึ่งสำหรับใช้เป็นสำนักของอุปสังฆราชผู้ปกครองมิสซัง และเป็นสำนักทางการของมิสซังด้วยเพื่อให้ง่ายต่อการติดต่อทางจดหมายและปรึกษาหารือปัญหาต่างๆ โดยเลือกเอาบ้านหนองแสง แต่หลังจากพิจารณาอย่างละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ที่เหมาะสมกว่าก็เห็นว่า ควรย้ายบ้านพักและโรงสวดไปตั้งใกล้ฝั่งแม่น้ำโขงที่มีสถานที่กว้างขวางและไปมาสะดวก ที่ตั้งใหม่นี้คือ หนองแสงในปัจจุบัน  ดังนั้น หนองแสงจึงกลายเป็นศูนย์ที่ 3 ของมิสซังและเป็นสำนักพระสังฆราช ประมุขปกครองมิสซังลาวตั้งแต่ปี ค.ศ. 1899 (พ.ศ. 2422) มาจนถึงปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483)

    เมื่อได้ข้อยุติเกี่ยวกับสถานที่ตั้งศูนย์กลางมิสซังที่หนองแสงแล้ว คุณพ่อโปรดม ได้เตรียมสถานที่และโค่นต้นไม้เพื่อจะได้สร้างบ้านหลังเล็ก ๆ สำหรับเป็นที่อาศัยของคุณพ่อ ซึ่งต่อมาภายหลังได้สร้างเป็นโรงครัวในปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440)  ในการก่อสร้างครั้งนั้นคริสตชนที่อยู่รอบๆ หนองแสงมีส่วนอย่างมากในการเตรียมไม้เสา ไม้โครงส่วนต่างๆ เพื่อสร้างตึกตามโครงการดังกล่าว  คริสตชนวัดดอนโดนซึ่งเลื่อยไม้เก่งได้อาสาเป็นผู้เลื่อยไม้ขื่อ  หลังวันปัสกาปี ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440)  คริสตชนวัดต่างๆ ได้บรรทุกไม้ที่เลื่อยแล้วใส่เรือมาส่งที่หนองแสง แต่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่มีเหตุร้ายแรงอุบัติขึ้น เมื่อคริสตชนดอนโดน 12 คนที่ผูกไม้ซุง 3 ท่อนติดกับเรือล่องแม่น้ำโขงจากเกาะดอนโดนมาหนองแสง ระหว่างทางเกิดลมพัดแรงจนเรือล่มเป็นเหตุให้มีผู้จมน้ำตาย 6 คน  อย่างไรก็ตามในที่วันที่ 21 มิถุนายน ค.ศ. 1887 (พ.ศ. 2440) ชาวบ้านเริ่มตั้งเสาต้นแรก เพียงไม่กี่วันต่อมาโครงตึกทั้งหลังก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา  พวกเขาจึงใช้หญ้ามุงมุมด้านหนึ่งแล้วปูพื้นชั่วคราวเพื่อเป็นที่อยู่ของอุปสังฆราช ซึ่งได้มาอยู่ประจำประมาณเดือนกรกฎาคมหรือสิงหาคม ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440)

พระสังฆราชเกลาดิอุส บาเย ได้บันทึกเอาไว้ว่าเมื่อท่านมาถึงมิสซังลาวในปี ค.ศ. 1926 (พ.ศ. 2469) ตัวตึกยังคงอยู่และใช้ต่อมาจนถึงปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ.2483) มีลักษณะเป็นตึกใหญ่มีเสาเป็นไม้ทั้งหมด ยกพื้นสูงจากดินประมาณ 1.50 เมตร มีเพียงชั้นเดียวเท่านั้น ตรงกลางเป็นห้องกว้าง ใช้เป็นห้องอาหาร ห้องประชุมและห้องพักผ่อน  ปลายตึกทั้ง 2 ข้างมี 4 ห้องพร้อมกับเตียง มีระเบียงกว้างสองเมตรรอบตัวตึก นี่คือตึกที่พระสังฆราชยอแซฟ-มารีย์ กืออ๊าส พระสังฆราชองค์แรกได้มาพักอยู่เมื่อมาถึงหนองแสง  นอกนั้นยังมีห้องพักสำหรับพระสงฆ์ที่ผ่านมาหนองแสงและได้ใช้เป็นสถานที่เข้าเงียบประจำปีของพระสงฆ์ในเดือนพฤศจิกายนด้วย

       ในครั้งนั้น คุณพ่อโปรดม ยังได้สร้างวัดเพื่อใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ซึ่งต้องเรียกว่า “อาสนวิหาร” เพราะเป็นวัดพระสังฆราช ซึ่งในชั้นแรกที่สร้างขึ้นยังไม่มีประตูหน้าต่าง เครื่องประดับตกแต่งและเครื่องใช้ภายใน  แต่ก็ได้เริ่มไช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมแล้วตั้งแต่วันพฤหัสศักดิ์สิทธิ์ ปี ค.ศ. 1901 (พ.ศ. 2462) ดังที่คุณพ่อมาลาวาล ได้กล่าวว่า  “จนถึงบัดนี้วัดของเราเป็นตึกดูคล้ายกับศาลาพักแรมตามบ้านนอก”

อาสนวิหารหลังใหม่

    ภายหลังที่คุณพ่อโปรดม ได้รับเลือกให้เป็นพระสังฆราชองค์ที่สองของมิสซังลาวในปี ค.ศ. 1913 (พ.ศ. 2456) ก็ได้ดำเนินการก่อสร้างอาสนวิหารใหม่ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก งานก่อสร้างเริ่มก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในปี ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) แต่มาหยุดชะงักปลายเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1914 (พ.ศ. 2457) ต่อมาได้มอบหมายให้คุณพ่อแฟรสแนล ดำเนินการก่อสร้างต่อในปี ค.ศ. 1918 (พ.ศ. 2461) สร้างเสร็จกลางปี ค.ศ. 1919 (พ.ศ. 2462)         นับเป็นอาสนวิหารที่ใหญ่โตแข็งแรงและสวยงามมาก ด้านหน้ามีหอคู่ที่มีลักษณะเป็นยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่ามองเห็นได้จากระยะไกล  โครงหลังคาสร้างอย่างถูกหลักเทคนิค วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ขนมาจากเมืองไซ่ง่อน ประเทศเวียดนาม ซึ่งสมัยนั้นมีเพียงบริษัทเดินเรือบริษัทเดียวที่เดินเรือระหว่างไซ่ง่อนกับเวียงจันทน์สัปดาห์ละครั้ง จึงเข้าใจได้ว่าต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะสร้างเสร็จ นับเป็นผลงานชิ้นเอกที่ยังความพิศวงงงงวยแก่ผู้ที่พบเห็น  แต่น่าเสียดายที่อาสนวิหารนี้ได้ถูกระเบิดทำลายจนหมดสิ้นในช่วงที่เกิดกรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1940 (พ.ศ. 2483) เหลือไว้แต่ซากปรักหักพังที่ยากแก่การปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่  มิฉะนั้นเราคงจะมีโบราณสถานอันล้ำค่าแห่งหนึ่งของภาคอีสาน ณ ดินแดนแห่งนี้

    ภายหลังที่สงครามสงบมิสซังได้ย้ายศูนย์กลางไปอยู่ที่บ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร ที่หนองแสงคุณพ่ออัลแบร์ ดงได้สร้างวัดชั่วคราวขึ้นเป็นหลังที่ 3 หลังคามุงแฝก ต่อมาคุณพ่อเอดัวร์ ถัง นำลาภ ได้บูรณะวัดหลังนี้ให้ดีขึ้น โดยมุงหลังคาด้วยดินเผา  เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 1965 (พ.ศ. 2508) วัดชั่วคราวซึ่งมุงด้วยดินเผาทนการสั่นสะเทือนจากการทิ้งระเบิดที่บ้านถ้ำ ประเทศลาวไม่ได้หลังคาจึงพังทะลายลงมา แต่ไม่มีใครได้รับอันตราย  คุณพ่ออันตน เสงี่ยม ศรีวรกุล เจ้าอาวาสในขณะนั้นพร้อมกับคริสตชนชาวหนองแสงได้พากันซ่อมแซมเปลี่ยนหลังคาเป็นสังกะสีเพื่อจะได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

รองอาสนวิหารนักบุญอันนา: วัดหลังปัจจุบัน

เดือนมีนาคม ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) พระอัครสังฆราชมีคาแอลเกี้ยน เสมอพิทักษ์ ได้อนุมัติให้สร้างวัดหลังใหม่หลังที่ 4 สำหรับใช้เป็นรองอาสนวิหารของอัครสังฆมณฑลท่าแร่-หนองแสง เพื่อเป็นการระลึกถึงความเสียสละและความกล้าหาญของมิชชันนารีรุ่นแรกที่ได้นำเมล็ดพันธุ์แห่งพระวรสารมาหว่านในดินแดนแห่งนี้ ประกอบกับวัดชั่วคราวมีอายุกว่าสามสิบปีแล้วไม่ปลอดภัยสำหรับสัตบุรุษ โดยมีพิธีวางศิลาฤกษ์ในวันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1972 (พ.ศ. 2515) ตรงกับวันสมโภชพระเยซูเจ้าเสด็จขึ้นสวรรค์  

วัดหลังใหม่นี้สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่คล้ายคลึงกับอาสนวิหารหลังเก่าที่ถูกทำลาย ด้วยความร่วมมือร่วมใจอย่างพร้อมเพรียงของคริสตชนชาวหนองแสง ด้วยความศรัทธาและความช่วยเหลือของคริสตชนจากภาคกลาง  พร้อมทั้งความสามารถของคุณพ่ออันตน เสงี่ยม วัดหลังใหม่จึงสำเร็จลงอย่างน่าสรรเสริญ เป็นวัดที่ใหญ่โตตั้งตระหง่าน สง่างามทั้งภายนอกและภายในสมกับเป็นรองอาสนวิหารอย่างแท้จริง ได้มีพิธีเสกและเปิดอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่  18 เมษายน ค.ศ. 1975 (พ.ศ. 2518) โดยพระสังฆราชเกลาดีอุส บาเย อดีตประมุขมิสซังลาว, มิสซังท่าแร่และมิสซังอุบลราชธานี มิชชันนารีรุ่นที่สองผู้บุกเบิกและมีบทบาทสำคัญในพระศาสนจักรท้องถิ่นแห่งนี้

ปี ค.ศ. 1985 (พ.ศ. 2528) คุณพ่อยอแซฟ ตรรกวิทย์ เวียรชัย ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าอาวาส  คุณพ่อได้ปรับปรุงและพัฒนาวัดหลายอย่าง เช่น สร้างบ้านพักพระสงฆ์หลังใหม่ และอาคารสำนักงานโคเออร์ ส่วนถนนรอบวัดสร้างในสมัยคุณพ่อยอแซฟ ธีระยุทธ อนุโรจน์  ต่อมาในปี ค.ศ. 1998 (พ.ศ. 2541) คุณพ่อยอแซฟ ตรรกวิทย์ ได้รับแต่งตั้งให้มาเป็นเจ้าอาวาสอีกครั้ง  และได้ดำเนินการก่อสร้างศาลาอเนกประสงค์บริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งวัดเก่าหลังที่ 3  จนกระทั่งแล้วเสร็จสมบูรณ์ มีพิธีเสกและเปิดโอกาสปิดปีปีติมหาการุญ ค.ศ. 2000  โดยให้ชื่อว่า “ศาลาเซนต์แอน ค.ศ. 2000”  รวมค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 1,100,000.- บาท  โดยได้รับการสนับสนุนจากพี่น้องคริสตชนชาวหนองแสงและผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป 

 Cr. ภาพสวยๆ จากเพจนครพนมน่าเที่ยว 
แสดงความคิดเห็น
สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆ